Oud Local Blends: เพิ่มมูลค่ากฤษณาและพืชท้องถิ่น
สู่น้ำหอมพรีเมียม
Innovation
Oud Local Blends: เพิ่มมูลค่ากฤษณาและพืชท้องถิ่น
สู่น้ำหอมพรีเมียม
Innovation
อุตสาหกรรมน้ำหอมในประเทศไทยเติบโตขึ้นทุกปี แต่ความจริงคือ ผู้ประกอบการจำนวนมากยัง “ใช้กลิ่นสำเร็จรูป” จากโรงงานเดียวกันเกือบทั้งหมด
ทำให้แทบไม่มีความแตกต่าง และแข่งขันด้วยราคาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่วัตถุดิบไทยจำนวนมาก จากสวนขนาดเล็กไปจนถึงพื้นที่ป่า
กลับมีศักยภาพด้านกลิ่นที่ยังไม่ถูกนำมาใช้เต็มที่
เมื่อกฤษณาได้รับการพัฒนาให้เป็นหัวน้ำหอมที่เสถียรแล้ว ขั้นต่อไปคือการ “ตีความใหม่” ด้วยการนำไปผสมกับพืชท้องถิ่นหลากชนิด
เพื่อสร้างกลิ่นที่มีความเป็นไทยร่วมสมัย และเพิ่มมูลค่าให้พืชเหล่านั้นในระดับที่สูงกว่าเดิม
ผลลัพธ์คือคอลเลกชัน Oud Blends ทั้ง 4 กลิ่น ที่แต่ละกลิ่นมีบุคลิกแตกต่างกัน แต่ยังคงเอกลักษณ์ร่วมคือ “ความลุ่มลึกของกฤษณาไทย”
I 4 กลิ่นจากกฤษณา: คาแรกเตอร์แบบพรีเมียมที่แตกต่างกันชัดเจน
1) กฤษณา + ส้มโอ: สดชื่นแบบ Citrus แต่ยังคงความลุ่มลึกของไม้
เมื่อ Oud ลึก ๆ มารวมกับ Citrus ของส้มโอ จะได้ความสดที่ดู “สะอาดและหรู” เหมือนดึงความหนักแน่นของกฤษณาให้โปร่งขึ้น
ทำให้กลิ่นนี้สดใสกว่า Oud ปกติ แต่ยังคงความหรูแบบเดิมอยู่ครบ
2) กฤษณา + ว่านสาวหลง: นุ่ม อบอุ่น มีเสน่ห์แบบสมุนไพรไทย
ว่านสาวหลงมีโทนดินนิด ๆ ผสมกลิ่นหวานธรรมชาติ พอจับคู่กับกฤษณาจะได้กลิ่นที่ลุ่มลึก แต่นุ่มขึ้น อบอุ่นขึ้น
และมีความเป็น “สมุนไพรลึกลับ” อยู่เบา ๆ
3) กฤษณา + เงาะ: Tropical Sweet ที่สดใส แปลกใหม่ และสนุกขึ้น
เงาะให้กลิ่นหวานฉ่ำแบบผลไม้เมืองร้อน (คล้าย Lychee แต่สดกว่า) พอมารวมกับกฤษณา กลิ่นจะออกแนว modern fruity
ที่ยังมีโครงของไม้ช่วย balance ไม่ให้หวานเกินไป
4) กฤษณา + กุหลาบ: หรู อ่อนโยน และมีความเป็นผู้ใหญ่แบบ Modern Floral
กุหลาบไทยมีความนุ่ม ละมุน ไม่หวานจัดแบบกุหลาบยุโรป พอจับคู่กับกฤษณา จะได้กลิ่นที่หรูมาก คลาสสิก แต่ไม่แก่ ไม่หนักจนเกินไป
I จากวัตถุท้องถิ่น สู่สูตรน้ำหอมที่เสถียรและคุณภาพสูง
เบื้องหลังน้ำหอมต้นแบบทั้ง 5 กลิ่นคือการทำงานร่วมกันระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านสกัดและนักสร้างสรรค์กลิ่น (Perfumer)
ที่ช่วยปรับให้วัตถุดิบท้องถิ่นมีกลิ่นที่ เสถียร ใช้งานได้จริง และพร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์
กระบวนการพัฒนาประกอบด้วย
เลือกวัตถุดิบที่มีศักยภาพด้านกลิ่น
สกัดสารหอมด้วยวิธีที่เหมาะสม (Steam / Enfleurage / Solvent)
ปรับกลิ่นให้มี balanc
ทดสอบความคงทน
พัฒนาเป็นสูตรน้ำหอมต้นแบบที่สามารถนำไปขึ้นทะเบียนได้ทันที
ผลลัพธ์คือกลิ่นที่ “พรีเมียมแบบมีตัวตน” ไม่ใช่กลิ่นสำเร็จรูปที่ใครก็ใช้ได้
I นวัตกรรมที่ทำให้วัตถุดิบท้องถิ่นมีมูลค่าสูงขึ้น
หนึ่งในคุณค่าที่สำคัญที่สุดของโปรเจกต์ คือการทำให้วัตถุดิบท้องถิ่น “ถูกใช้ในรูปแบบที่สร้างรายได้มากกว่าเดิมหลายเท่า”
สมุนไพรที่เคยขายกิโลราคาไม่สูง → กลายเป็นหัวเชื้อกลิ่นที่มีราคาต่อกรัม
ผลไม้ที่เคยขายตามฤดูกาล → กลายเป็นวัตถุดิบปรุงกลิ่นที่ใช้ได้ทั้งปี
ผลผลิตชุมชน → กลายเป็นสินค้าพรีเมียมพร้อมเรื่องเล่า
นวัตกรรมนี้จึงไม่ได้สร้างผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานรากแบบจับต้องได้
I ลดต้นทุนพัฒนาแบรนด์ แต่เพิ่มความพรีเมียมได้จริง
สำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก–กลาง การพัฒนาน้ำหอมใหม่ 1 กลิ่นต้องใช้ต้นทุน R&D สูงมาก และมีความเสี่ยงเรื่องสต็อกระยะยาว
นวัตกรรมนี้ช่วยลดต้นทุนตั้งแต่ต้นทาง เพราะมี “พื้นฐานสูตรต้นแบบ” ที่พร้อมต่อยอดทันที
ประโยชน์ที่เห็นได้ชัด:
ลดความเสี่ยงการทดลองผิดพลาดไม่ต้องผลิตจำนวนมากตั้งแต่แรก
ได้คุณภาพระดับผู้เชี่ยวชาญ
ใช้ต่อยอดเป็นสินค้าได้หลายรูปแบบ (Body Mist, Diffuser, Aromatic Oil)
การมี “สูตรต้นแบบที่เสถียร” คือจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้แบรนด์เล็กเติบโตได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า
“วัตถุดิบท้องถิ่นสามารถกลายเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมได้จริง หากมีระบบพัฒนาที่ถูกต้อง”
Local Botanical Perfume จึงเป็นมากกว่าน้ำหอม แต่เป็นโมเดลที่ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ
และทำให้ประเทศไทยมี “กลิ่นประจำถิ่น” ที่สื่อถึงวัฒนธรรมของเราได้อย่างสง่างาม